บทที่ 9 3.3 จำกันได้หรือเปล่า
อิงน่าน Part
สี่โมงเย็นของวันถัดมาเพื่อน ๆ ก็พากันหิ้วของที่จะทำหมูกระทะเดินดาหน้าเอามากองไว้ที่ห้องครัวแล้วไปอ้อนแม่ผมเป็นแถว
“ก่อนอื่นปูที่นอนให้เรียบร้อยกันก่อนเลยนะเดี๋ยวเมาแล้วจะไม่มีที่นอนกันน่ะ”
“คุณแม่ขาทำไมรู้ว่าพวกเราจะเมาล่ะคะพวกเราไม่ใช่สายเมาสักหน่อยยกเว้นไอ้เคนค่ะ”
“ทำไมจะไม่รู้ล่ะตอนสงกรานต์แม่เห็นตัวอย่างมาแล้วนี่” แม่ถึงกับหัวเราะในคำโยนบาปที่บอมโยนใส่ไอ้เคนยกใหญ่เลยแต่ถึงอย่างนั้นแม่ก็ยังชักชวนพวกเราไปห้องครัวพร้อมกับลงมือทำยำให้เป็นกับแกล้มเราอยู่ดี ผมที่กำลังจะเข้าไปช่วยแม่กับเพื่อนในครัวก็ต้องหยุดชะงักเพราะชื่อจากสายโทรศัพท์ทำให้ต้องรีบกดรับแล้วเดินออกไปคุยข้างนอกเสียก่อน
“น้องอิงจะไม่มากินหมูกระทะกับพี่หลงจริง ๆ เหรอ”
“ขืนอิงไปน้าโปรดคงงอนที่อิงไปเป็นก้างขวางคอแน่ ๆ ครับ” น้ำเสียงสดใสจากคนที่เปรียบเสมือนพี่ชายทำให้ผมอดยิ้มเพราะคิดถึงเขาไม่ได้ พี่หลงคนนี้ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังดีกับผมเหมือนเดิมเลย
“แต่เราไม่ได้เจอกันหลายปีแล้วนะพี่หลงมาแพร่ทีไรก็ไม่มีโอกาสได้เจอน้องอิงเลยหาตัวยากจริง ๆ”
“งั้นพรุ่งนี้อิงไปสวัสดีปีใหม่นะครับ” น้ำเสียงหงอยเหงาของพี่หลงทำให้ผมรู้สึกผิดจนต้องรีบหาทางออกทันที ก็ผมไม่อยากให้พี่ชายคนนี้น้อยใจในตัวผมนี่นา
“สัญญาแล้วนะพี่จะรออย่าให้พี่รอเก้อล่ะ” น้ำเสียงตื่นเต้นกับความยินดีของพี่หลงคือสิ่งที่ผมสัมผัสได้ด้วยใจ ถึงรีบตอบรับกลับไปอย่างแข็งขันจนพี่หลงสบายใจขึ้นมาเราพูดจากันอีกสองสามคำน้าโปรดก็มาฉกพี่หลงไปพอตัดสายตัวเองถึงได้เดินกลับไปที่ครัวเพื่อสานงานต่อจากแม่ที่เดินมาชี้มือชี้ไม้บอกว่าจะออกไปข้างนอก เพราะถ้ารอกินจากเพื่อนทั้งสามคนมีหวังน้ำจิ้มหมูกระทะของผมคงเจือจางเป็นน้ำล้างจานแน่
“แฟนมึงเล่นฉลองตั้งแต่บ่ายเลยนะอิง”
เพียะ! “ไอ้เหี้ยเคนกูบอกว่าอย่าให้อิอิงดูไง!” ยังโขลกน้ำจิ้มไม่ถึงไหนไอ้เคนก็เดินมาใกล้ ๆ มือขวาของมันถือโทรศัพท์เอาไว้แต่มือซ้ายยังเหนียวแน่นอยู่กับแก้วที่มีน้ำสีเหลืองเป็นฟองฟอดเหมือนเดิม ไอ้ผมก็พยายามจะไม่สนใจในสิ่งที่มันนำเสนอนะเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมรู้เห็นเรื่องราวของคนไกลนี่หว่า น้ำจิ้มรสโอชาถึงเป็นเรื่องเดียวที่ผมให้ความสนใจจนเสร็จสรรพสักที
“ไม่ต้องไปสนใจมันสองคนหรอก มันก็แค่อยากให้มึงเผื่อใจเอาไว้บ้างก็ดูเขาสิฮอตจะตาย”
“กูเผื่อใจตลอดเลยนะเฟิร์นเพราะเผื่อใจถึงได้อ้วนขนาดนี้ไงเผื่ออกหักมากูจะได้มีข้ออ้างว่ากูตุ๊ต๊ะถึงโดนหักอก ฮ่า ๆ ๆ” ใบเฟิร์นคงจะกลัวว่าผมคิดมากถึงได้เดินมาช่วยผมขนเสบียงอาหารไปไว้ที่แคร่ใต้ต้นมะม่วง ปากยังหาคำปลอบโยนมาเอื้อนเอ่ยโดยมีผมรีบคลี่คลายสถานการณ์เพื่อไม่ให้เพื่อนคนไหนต้องกังวลใจในเรื่องของผมมากไปกว่านี้ ขืนเพื่อน ๆ เอาแต่กังวลเรื่องของผมค่ำคืนของการเคานต์ดาวน์คงไม่สนุกแน่
“งั้นก็รีบมาเพิ่มน้ำหนักของมึงเดี๋ยวนี้เตาติดแล้วปาร์ตี้หมูกระทะเริ่มเว้ย!”
“จัดไปวันนี้กูจะเพิ่มอีกสองโล ฮ่า ๆ ๆ ๆ” ไอ้เคนคงกางหูฟังเราสองคนคุยกันอยู่มั้งมันถึงได้ตะโกนเรียกผมกับใบเฟิร์นที่ยุ่งกับการติดไฟกะพริบตามกิ่งก้านต้นมะม่วง พอหันไปเห็นควันไฟพวยพุ่งพร้อมจะให้เราสี่คนได้ใช้งานผมก็ไม่รอช้ารีบถลาไปจัดการตามความต้องการของเพื่อนทันที
สารพัดอาหารและเครื่องดื่มมึนเมาถูกเราสี่คนกินดื่มอย่างสาสมใจจนตะวันบ่ายคล้อยลงทุกทีสุดท้ายแล้วไฟกะพริบก็เข้ามาแทนที่แสงสว่างของดวงอาทิตย์จนได้ ทุ่มนิด ๆ แม่ก็กลับเข้ามาพร้อมกับกับแกล้มอีกหลายถุงบอมก็ยิ่งลนลานปิ้งย่างเอาอกเอาใจแม่ผมยกใหญ่แทบจะป้อนก็ว่าได้นะนั่น ส่วนไอ้เคนไม่เหลือหรอกมันมอมเบียร์แม่ผมได้สองแก้วแม่ก็โบกมือลาขอตัวเข้าบ้านแล้วล่ะ
ตรู๊ด ๆ ๆ “กูรับโทรศัพท์แป๊บนะ สวัสดีครับน้องแฝดเอ๊ะน้าตุลย์น้ามินก็อยู่ด้วยสวัสดีครับ”
“สวัสดีฮะพี่อิงเล็กคิดถึงพี่อิงจัง”
“กลางก็คิดถึงเหมือนกันค่ะคุณพ่อคุณแม่บอกว่าต้องอดทนอยู่กับความคิดถึงไปก่อน เพราะอีกไม่กี่เดือนพี่อิงก็มาเรียนที่กรุงเทพแล้วเราจะได้เจอกันบ่อย ๆ ใช่ไหมคะ” พอเห็นสายวิดีโอคอลเป็นของน้องแฝดผมก็ต้องรีบกดรับพอ ๆ กับที่ไอ้เคนคว้าลำโพงตัวเล็กไปปิดเสียงเพลงแล้วทุกสรรพสิ่งก็กลับกลายเป็นเงียบกริบทันที
“แน่นอนอยู่แล้วอีกหน่อยพี่อิงจะไปเล่นกับแฝดบ่อย ๆ เท่าที่จะว่างจากเวลาเรียนเลย สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าด้วยครับน้าตุลย์น้ามินขอให้เป็นปีที่ดีของครอบครัวน้ามิน นะครับ ขอบคุณที่ให้การต้อนรับอิงทุกครั้งที่อิงไปรบกวนด้วยครับ”
“ครอบครัวของเรายินดีต้อนรับน้องอิงเสมอครับ ยิ่งสองคนนี้ยิ่งกาปฏิทินรอน้องอิงทุกวันเลยนะ”
“เราอยากเจอพี่อิงเร็ว ๆ นี่คะคุณแม่ เอ๋ ทำไมวันนี้พี่อิงหน้าแดงจังเลยเมาเหล้าเหรอคะ” คำพูดเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงไอติมทำให้ผมยิ่งหัวเราะมากขึ้นกว่าเดิมถ้าอยู่ใกล้มือเชื่อเถอะว่าผมได้หอมแก้มเด็กน้อยทั้งสองคนจนแก้มช้ำแน่
“ดื่มเบียร์แก้วเดียวครับพี่ถือไว้ตั้งแต่ทุ่มจนยุงจะมาวางไข่อยู่แล้ว”
“แต่หน้าแดง ๆ ของพี่อิงน่ารักจัง” บอกว่าผมหน้าแดงแต่ตอนนี้แก้มของน้องตามดันเริ่มแดงแถมยังยิ้มคล้ายเขินผมเสียเอง นั่นเรียกเสียงหัวเราะจากพ่อแม่ของน้องได้ดีทีเดียว
“เมื่อไหร่พี่อิงจะมาหาเราคะปิดเทอมแล้วมาเลยได้ไหมกลางจะพาไปกินไอติมไปดูหนังไปเที่ยวด้วยค่ะ วันนี้กลางได้ค่าขนมจากคุณปู่คุณย่ามาด้วยค่ะ”
“โอ้โหงั้นก็เป็นแม่เลี้ยงกลางแล้วสิ อึ๊บไว้ก่อนนะถ้ารู้ผลสอบแล้วพี่จะรีบรายงานน้องแฝดทันทีเลย” น้องติมกลัวผมไม่คล้อยตามมั้งถึงได้ควักแบงก์พันหลายใบมาจากกระเป๋าน้อย ปากเอ่ยล่อลวงผมยกใหญ่จนผมต้องให้ความมั่นใจไปคู่แฝดถึงได้ร้องไชโยออกมาพร้อมกัน แต่คำยืนยันของผมคงไม่หนักแน่นเท่าไหร่น้องชายคนสุดท้องถึงได้หันขวับมาจ้องตาเอ่ยบางคำด้วยความจริงจังมากเหลือเกิน
“พี่อิงต้องเรียนที่เดียวกับพี่โตนะ สัญญาสิต้องมาอยู่กับพี่โตนะฮะ”
“สัญญาว่าจะเรียนที่เดียวกันให้ได้แต่ไม่สัญญาว่าจะอยู่กับพี่ชายของน้องเล็กนะครับ เพราะพี่อิงไม่รู้ว่าถ้าถึงวันนั้นติณฑ์จะสะดวกใจไหม” พอผมตอบไปน้าตุลย์กับน้ามินก็เงียบงันลง ทั้งคู่คงเห็นความเปลี่ยนแปลงของผมเหมือนกันและผมก็ไม่อยากทำให้ใครลำบากใจไปมากกว่านี้ ถึงต้องรีบขยายความสำทับอีกครั้ง
“แต่พี่อิงมีเพื่อนไปด้วยนะอีกอย่างปีหนึ่งต้องอยู่หอของมหาลัยถึงจองหอไม่ทันพี่อิงก็คงเช่าหออยู่กับเพื่อนมากกว่าสงสารเพื่อนน่ะ น้องแฝดก็สงสารเพื่อนพี่อิงใช่ไหม” ในคำตอบนั้นสายตาก็หันไปมองเพื่อนทุกคนที่อยู่เคียงข้างผมเสมอ แม้ไม่มีใครพูดอะไรออกมาแต่สายตาทุกคู่ก็พร้อมจะคล้อยตามผมอยู่ดี
“งั้นถ้าไม่ได้อยู่หอเพื่อนก็มาอยู่คอนโดที่เคยมานะครับน้ามินยินดีต้อนรับเสมอ”
“อย่างที่น้ามินบอกนั่นแหละเรารอการมาของน้องอิงนะ เราไม่กวนแล้วดีกว่าน้องอิงจะได้ปาร์ตี้กับเพื่อนต่อสวัสดีปีใหม่ครับลูกชาย” แม้จะวางสายไปแล้วแต่ความเมตตาของสามีภรรยาคู่นี้ทำให้ผมอดน้ำตาคลอไม่ได้ เพราะไม่เคยมีครั้งไหนที่ทั้งคู่จะทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนอื่นคนไกลเลย
“กูพูดจริงนะสมมติว่าเราได้เรียนที่เดียวกันสมมติว่าพวกเราไม่ได้อยู่หอมหาลัยสมมติว่าต้องเช่าห้องอยู่ข้างนอก หรือสมมติว่าถ้ามึงมีโอกาสได้ใกล้ชิดรักแรกของมึงมึงก็ไม่ต้องคิดถึงพวกกูนะอิงกูขอแค่ให้มึงก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวก็พอแล้ว เฮ้อ! มึงอุตส่าห์ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผู้ชายนี่หว่าถ้าได้แล้วก็หาให้กูบ้างแล้วกัน”
“อย่างที่อิบอมพูดนั่นแหละนี่คือคำขอร้องของกูไม่งั้นกูเลิกคบ” เป็นครั้งแรกเลย มั้งที่บอมพูดกับผมด้วยความจริงจังขนาดนี้ ใบเฟิร์นก็เหมือนกันใบหน้าแดงก่ำของสตรีเพียงหนึ่งเดียวแม้จะบ่งบอกถึงความเมาแต่ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของผมอยู่ดี
“ขอบใจที่เคียงข้างกูตลอดมาขอบใจที่พร้อมจะผลักดันให้กูได้ไขว่คว้าโอกาสที่กูอยากมี”
“ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่หว่า” คำว่าเพื่อนกันที่เอ่ยจากปากไอ้เคนยิ่งเพิ่มความอุ่นใจมากขึ้นไปอีก ในค่ำคืนนี้ถึงมีแต่เด็กม.6สี่คนนั่งชนแก้วรอเคานต์ดาวน์เหมือนทุกปี ผมมั่นใจว่าเราจะมีกันอย่างนี้ไปอีกนานหลายสิบปีเลยล่ะครับ
